บทที่ 4 นอนบนโต๊ะผ่าตัด
พอได้ยินดังนั้น ดวงตาที่ดูง่วงซึมของภูมิก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
พวกเขาพากันไปยังแผนกเทคนิค ชมพู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินตามไป
กลิ่นฟอร์มาลีนจากตัวเธอลอยตามหลังภูมิมาตลอดทาง ภูมิหยุดเดินแล้วเหลือบตามอง
ชมพู่เอาแต่ก้มหน้าครุ่นคิดเรื่องคดีจนไม่ได้สังเกตทาง จึงเดินชนแผ่นหลังของเขาเข้าอย่างจัง
เธอยกมือลูบหน้าผากที่เริ่มแดงระเรื่อ แล้วค่อยๆ เงยหน้ามองภูมิ
ภูมิขมวดคิ้ว "เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ คิดอะไรอยู่"
"ฉันเดาว่า... คนที่มีหน้าตาเหมือนกับผู้หญิงที่ถูกตัดต่อใบหน้าคนนั้น น่าจะตายไปแล้วค่ะ"
ธนพลชะงักฝีเท้า หันไปมองชมพู่ด้วยความประหลาดใจ เขาอยากจะยกนิ้วโป้งให้เธอใจจะขาด แต่ก็กลัวภูมิจะโกรธ เลยทำได้แค่ส่งสายตาชื่นชมไปให้
ชมพู่มองภูมิด้วยแววตาใสซื่อราวกับเด็กดี
ภูมิใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้ม ภายใต้ผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงนั้น ดวงตาคู่คมฉายแววเย็นชาอย่างบอกไม่ถูก
แต่อารมณ์นั้นก็วูบผ่านไปเพียงชั่วครู่
มุมปากเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มกวนๆ ก่อนจะถามว่า "งั้นไหนลองบอกมาซิว่าทำไม"
"เพราะฆาตกรกำลังมองหาเงาของเธอในตัวผู้หญิงคนอื่น ไม่อย่างนั้นทำไมถึงต้องกรีดหน้าได้ประณีตขนาดนั้นล่ะคะ"
ต่อให้เป็นใบหน้าที่เละเทะที่สุด แต่รอยกรีดรอบๆ กลับดูเป็นมืออาชีพอย่างเห็นได้ชัด
ภูมิปรายตามองเธอเรียบๆ "เรื่องนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ เราตรวจสอบประวัติการรักษาและสถานที่ที่พวกเธอไปบ่อยๆ อย่างผับหรือคลับหมดแล้ว แต่ไม่พบใครที่น่าสงสัยเลย"
พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินเข้าแผนกเทคนิคไป
ชมพู่ยืนนิ่งอยู่กับที่ครู่หนึ่ง เธอแค่พูดข้อสันนิษฐานของตัวเอง แต่ทำไมถึงรู้สึกเหมือนภูมิจะโกรธขึ้นมาซะงั้น?
ชมพู่เลิกคิดฟุ้งซ่าน แล้วก้าวเท้าตามเข้าไปในห้องทำงาน
บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ปรากฏข้อมูลของผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมาแล้ว
น้ำหนึ่ง อายุ 23 ปี สถานะโสด เสียชีวิตเมื่อสามปีก่อน ไม่มีพ่อแม่ เติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ในรูปถ่ายมุมปากของเธอยกยิ้ม แต่แววตากลับดูไร้ชีวิตชีวา
ทั้งร่างแผ่บรรยากาศแห่งความตายออกมา
ชาคริตเสริมขึ้นว่า "ข้อมูลของเธอน้อยมาก แทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กับใครเลย เหมือนเป็นคนที่ถูกสังคมลืม สาเหตุการตายคือ... ผูกคอตายในบ้าน ตำรวจท้องที่สรุปสำนวนว่าเป็นเหตุฆ่าตัวตายครับ"
ภูมิถามเสียงขรึม "ตรวจสอบสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือยัง"
"ที่นั่นถูกรื้อถอนไปเมื่อห้าปีก่อนเพราะรัฐบาลเวนคืนที่ดินครับ ผู้อำนวยการเป็นคนแก่ซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อสามปีที่แล้ว ส่วนเด็กกำพร้าคนอื่นๆ ก็ไม่มีบันทึกรายชื่อไว้เลย"
ชาคริตค้นเจอรูปถ่ายของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า สภาพดูทรุดโทรมมาก เหมือนเป็นที่ที่สร้างขึ้นเองเป็นการส่วนตัวมากกว่า และไม่มีประวัติลงทะเบียนกับทางตำรวจด้วย
ธนพลอุทานขึ้นอย่างตกใจ "วิธีการตายเหมือนกับหญิงสาวสี่คนนั้นเลย หรือว่านี่จะเป็นคดีแรกสุด?"
ภูมิขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าครุ่นคิดหนัก ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ตอนนั้นเอง ชมพู่ก็พูดขึ้นมาเรียบๆ ว่า "จะหาศพของน้ำหนึ่งเจอไหมคะ? ถ้าได้ชันสูตรก็น่าจะรู้อะไรมากขึ้น"
ชาคริตเงยหน้ามองชมพู่แวบหนึ่ง "คงยากครับ ศพของเธอถูกฌาปนกิจไปแล้ว"
เพราะเป็นการฆ่าตัวตายและไม่มีญาติมาติดต่อรับศพ หลังจากผ่านไปครึ่งเดือน ทางวัดจึงจัดการเผาให้
ชมพู่มองดูข้าวของเครื่องใช้ของผู้ตาย มีทั้งบัตรประชาชน ตั๋วรถไฟความเร็วสูง ตั๋วหนัง และใบเสร็จต่างๆ
เธอทำงานตัวเป็นเกลียววันละห้างาน แต่สุดท้ายตำรวจกลับพบว่าในบัญชีธนาคารแทบไม่มีเงินเหลือ ที่บ้านก็ไม่พบเงินสด และไม่มีของแบรนด์เนมใดๆ เลย
ถ้าอย่างนั้น เงินมากมายที่เธอหามาได้ หายไปไหนหมด?
ภูมิกำลังจะอ้าปากพูด แต่ชมพู่ก็เอ่ยขึ้นมาช้าๆ ว่า "เธอต้องมีแฟนแน่ๆ ค่ะ ถ้าตอนนั้นมีการชันสูตรพลิกศพ คงเจอเบาะแสอื่นไปแล้ว"
น้ำเสียงของเธอเจือความเสียดาย
ภูมิเหลือบมองเธอ และทันเห็นแววเย้ยหยันที่พาดผ่านดวงตาคู่นั้นเพียงวูบหนึ่ง
หลังจากได้ข้อมูลของน้ำหนึ่งมา ภูมิก็ส่งคนลงพื้นที่ไปตรวจสอบทันที
ถ้าอยากได้รายละเอียดเพิ่มเติมก็ทำได้แค่รอ
เขารู้สึกหงุดหงิด จึงหยิบบุหรี่ขึ้นมา พอจุดไฟปุ๊บ ชมพู่ก็เอามือปิดจมูกทันที
ภูมิกัดก้นบุหรี่ "ดัดจริต"
ชมพู่ทำหน้านิ่งแล้วเริ่มเทศนาเชิงวิชาการ "การสูบบุหรี่จะทำให้ปอดของคุณค่อยๆ ดำคล้ำ แล้วเกิดโรคแทรกซ้อน อายุขัยจะสั้นลงห้าถึงสิบปีนะคะ"
สีหน้าของภูมิมืดครึ้มลงเรื่อยๆ สุดท้ายเขาก็ขยี้บุหรี่ดับลงอย่างแรง ควันระลอกนั้นวนเวียนอยู่ในปาก ก่อนที่เขาจะถอนหายใจยาวพ่นมันออกมา
ธนพลที่อยู่ข้างๆ อยากจะขำแต่ก็ต้องกลั้นไว้
ถ้าเป็นคนอื่นพูดกับภูมิแบบนี้ ป่านนี้คงโดนเตะไปแล้ว
ธนพลค้นพบว่า หมอชมพู่ไม่ได้ดูหัวอ่อนเหมือนตอนที่เจอกันครั้งแรก เธอช่างกล้าหาญและไม่ยอมก้มหัวให้กับความเผด็จการของภูมิเลยจริงๆ!
เบาะแสขาดช่วงไปอีกครั้ง ทุกคนเริ่มหมดไฟ ข้อมูลที่ควรตรวจสอบก็ตรวจหมดแล้ว แต่กลับปะติดปะต่อไม่ได้ เหมือนจิ๊กซอว์หายไปชิ้นหนึ่ง
ตกกลางคืน ภูมิยังคงนั่งจัดระเบียบข้อมูลอยู่ที่ห้องทีมสืบสวนคดีพิเศษ บนกระดานวิเคราะห์คดีเต็มไปด้วยข้อมูลยั้วเยี้ย
ชมพู่เดินออกมาสูดอากาศจากห้องชันสูตรพลิกศพ มายืนดูอยู่ที่หน้ากระดาน
จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหลัง เธอจึงหันกลับไป ผมยุ่งๆ ของภูมิเปียกชื้นลู่ติดหน้าผาก ดวงตาของเขาดูพร่ามัวเหมือนมีม่านหมอกปกคลุม ทำให้ยากจะคาดเดาความรู้สึก
ภูมิปรายตามองเธอ เห็นแฟ้มเอกสารในมือ จึงถามเสียงเนือยๆ ว่า "เขียนเสร็จแล้วเหรอ"
ชมพู่พยักหน้า ส่งรายงานการชันสูตรให้เขา
ภูมิเลื่อนเก้าอี้ออกมานั่งอ่านอยู่ข้างๆ ส่วนชมพู่ก็ยืนนิ่งไม่ขยับไปไหน
ภูมิเหลือบเห็นเธอด้วยหางตา เขาพยักพเยิดหน้าไปทางกระป๋องเบียร์ข้างๆ "อยู่ต่อหน้าฉันไม่ต้องมาแอ๊บเป็นเด็กดีหรอกมั้ง"
ชมพู่มองเขาตาแป๋ว ดูไร้เดียงสา
ภูมิใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มอีกครั้ง เขาไม่ชอบเลยที่เธอชอบทำหน้านิ่งตายด้าน แล้วแสร้งทำเป็นใสซื่อแบบนี้
หน้าตาเขาดูน่ากลัวขนาดนั้นเชียว?
ภูมิอ่านรายงานไปพลางพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ฉันอนุญาตให้เธอร่วมสืบคดีนี้ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ารับเธอเข้าทีมสืบสวนคดีพิเศษ ข้อสอง ระหว่างทำคดี ห้ามฉายเดี่ยวเด็ดขาด เข้าใจไหม"
ชมพู่พยักหน้า "เข้าใจค่ะ"
ภูมิเหลือบตาขึ้นมอง หยดน้ำจากปลายผมไหลลงมาตามกรอบหน้าคมเข้ม ความรู้สึกหดหู่ซึมกะตายเมื่อครู่พลันเปลี่ยนไปทันที
กลายเป็นความเจ็บปวดและความลึกลับที่ยากจะอธิบาย
ชวนให้คนอยากค้นหาคำตอบ
เธอรู้จักคนประเภทนี้ดี ราวกับว่าในร่างกายนั้นมีอีกวิญญาณหนึ่งถูกกักขังอยู่
วิญญาณที่บ้าคลั่ง
ชมพู่จ้องมองภูมิอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า "ผู้กองภูมิคะ พรุ่งนี้ฉันขอไปพบญาติผู้เสียชีวิตได้ไหม"
คนในทีมสืบสวนคดีพิเศษไม่ค่อยชอบไปพบญาติผู้ตายกันเท่าไหร่ การต้องแจ้งข่าวร้ายว่าคนรักเสียชีวิตเป็นเรื่องที่โหดร้ายเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังจับตัวฆาตกรมาลงโทษไม่ได้
ชมพู่กลับเข้าไปในห้องชันสูตรพลิกศพ ดึกมากแล้ว เธอไม่อยากกลับไปที่โรงแรม จึงล้มตัวลงนอนบนเตียงผ่าศพในห้องนั้นเลย
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นมีประชุม ภูมิเข้ามาปลุกชมพู่ที่นอนอยู่บนเตียงผ่าศพ
เขาขมวดคิ้ว ทำหน้าประหลาดใจแต่ก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว แล้วพูดเสียงเรียบว่า "ไปประชุม ได้เบาะแสของน้ำหนึ่งแล้ว"
ชมพู่อึ้งไปเล็กน้อย
เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตายังดูงัวเงีย เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับภูมิ แววตาของเธอก็ไหววูบเล็กน้อย "ผู้กองภูมิคะ รอฉันสองนาที"
